จากวันนั้นถึงวันนี้ของชลทิตย์

จากวันนั้นถึงวันนี้ของชลทิตย์

จาก ชลบุรี เอฟซี สู่ดินแดนเขลางค์นคร เมืองรถม้า ลำปาง เอฟซี บนช่วงชีวิต 34 ย่าง 35 กับความท้าทายครั้งใหม่ในอาชีพ

หากจะให้พูดถึงหนึ่งในปราการหลังทีมชาติไทย ที่เต็มไปด้วยความแข็งแกร่งและหัวใจเกินร้อย ชื่อของ ชลทิตย์ จันทคาม น่าจะเป็นลำดับแรก ๆ ที่ผู้คนนึกถึง แม้หนสุดท้ายที่เล่นในนาม “ช้างศึก” จะผ่านไปร่วม 7 ปี อีกยังหายหน้าหายตาไปจากแคมป์ “ฉลามชล” ก่อนจะมาโผล่เปิดตัวเป็นแข้งใหม่ของ ลำปาง เอฟซี

แรกเริ่มเดิมทีนั้น ชลทิตย์ ลืมตาดูโลกที่อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม เริ่มต้นเอาดีทางด้านกีฬาด้วยการชกมวย แต่ด้วยคำขอจากผู้เป็นพ่อ ทำให้เจ้าตัวหันมาเริ่มเล่นฟุตบอล และเพลงแข้งอันเอกอุบนฟลอร์หญ้า ก็ทำให้ได้ย้ายมาชลบุรี ตั้งแต่อายุ 12 ขวบ ภายใต้การผลักดันอย่างแข็งขันของทางครอบครัว

จากนั้นก็อย่างที่เราเห็นกัน ชลทิตย์ ก้าวมาเป็นตัวหลักของ ชลบุรี เอฟซี รวมไปถึงทีมชาติไทย ช่วงปี พ.ศ. 2551-56 แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องค้นหาตัวเองอยู่นาน ก่อนจะได้ปรมาจารย์อย่าง โค้ชเฮง วิทยา เลาหกุล จับไปเล่นตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก กระทั่งแจ้งเกิดบนเส้นทางการค้าแข้งได้สำเร็จ

กัปตันชล กล่าวย้อนความหลังว่า “ผมเล่นมาหมดทุกตำแหน่งแล้ว เรียกได้ว่าสารพัดประโยชน์ ตอนเรียนอยู่ประถมผมเล่นตำแหน่งปีกซ้าย สมัยอยู่แสนสุขผมเล่นตำแหน่งแบ็กขวา พอมาอยู่จุฬาภรณเขาจับผมเล่นศูนย์หน้า บางทีก็โดนโยกไปเล่นปีก เนื่องจากเห็นว่ามีความเร็ว”

“ตอนนี้มันก็ไกลเกินความฝันของเด็กบ้านนอกคนหนึ่งแล้ว ผมออกจากบ้านมาตั้งแต่ ป.6 ที่มหาสารคาม มาเรียนแสนสุข จังหวัดชลบุรี ก่อนจะย้ายมาเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย จนได้เล่นฟุตบอลอาชีพกับชลบุรี เอฟซี คว้าแชมป์ฟุตบอลลีกสูงสุด และติดทีมชาติไทยชุดใหญ่”

“ส่วนเรื่องการแขวนสตั๊ดกับชลบุรี ผมอยู่ที่นี่มาตั้งแต่อายุ 12 ขวบ ที่นี่ไม่ใช่บ้านเกิดก็จริง แต่เป็นบ้านที่ผมอยู่แล้วมีความสุข ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะย้ายออกไปจากที่นี่ ก่อนหน้านี้ก็มีคนถามว่าจะอยู่กับทีมอีกนานเท่าไร ผมตอบได้เพียงว่าจะอยู่จนเขาไม่เอาผมนั้นแหละ”

สุดท้ายการหวังจะได้เป็น One Man Club ของ ชลทิตย์ ไม่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติของวัฏจักรลูกหนัง ที่การหมุนเวียนสับเปลี่ยนผู้เล่น เพื่อสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ นั่นทำให้ กัปตันชล ต้องมองหาสังกัดใหม่ สถานที่ที่พร้อมให้เขาได้ไล่ตามฟุตบอลที่รักอีกครั้ง และต่อความหวังที่จะได้ค้าแข้งไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี

“ผมชอบบรรยากาศทางเหนืออยู่แล้ว ย้ายมาลำปาง เอฟซี น้อง ๆ ทุกคนก็โอเคหมด ทุกคนมุ่งมั่นที่จะสู้ไปด้วยกัน เพราะเมื่อลงเรือลำเดียวกันแล้ว ก็ต้องร่วมมือกันทำให้ดีที่สุด อย่างน้อยควรจบอันดับเลขตัวเดียว ที่เหลือเดี๋ยวค่อยมาดูกันอีกที”

ก็ต้องรอดูกันว่าหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หมดไป และฟุตบอลกลับมาทำการแข่งขันอีกครั้ง ทาง ชลทิตย์ จะนำ ลำปาง เอฟซี ก้าวไปได้ไกลแค่ไหน จะเป็นเลขตัวเดียว เป้าหมายแรกที่ตั้งเอาไว้ หรือเป็นหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ ในการก้าวไปอีกระดับ สู่การเลื่อนชั้นที่เฝ้ารอคอย